อองตวน แซงแตกซูเปรี | ซารา บาร์ตแมน : การเดินทางสวนทิศของผิวขาวกับผิวดำ

รูปภาพ

ภาพ : http://www.westminster.gov.uk/services/libraries/archives/blackpresence/17/

๓๑ กรกฎาคมนี้ จะเข้าปีที่ ๗๐ หลังอองตวน เดอ แซงแตกซูเปรี หายสาบสูญขณะบินลาดตระเวณเหนือน่านฟ้าแอฟริกา  แม้จะมีอดีตทหารเยอรมันออกมาอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ยิงเครื่องบิน P-38 Lightning ตกในวันนั้น แต่ก็ยังเป็นที่คลางแคลงใจของหลายฝ่าย เพราะไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้เป็นชิ้นเป็นอัน

๑๐ วันถัดไป — ๙ สิงหาคม ของปีนี้ — จะครบรอบปีที่ ๑๑ ที่ร่างกายของ ซารา บาร์ตแมน ได้ถูกฝังยังบ้านเกิด  เนิ่นนานกว่า ๒๐๐ ปีหลังจากที่เธอถึงแก่กรรม

สองคนนี้ไม่เคยรู้จักมักจี่กัน แต่มีบางเรื่องที่เหมือนกัน

ทั้งคู่จากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร  ติดเหล้า ซึมเศร้า สังขารทางกายทางใจเสื่อมโทรมขนาดหนัก และสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

ฉันแค่อยากรู้ว่า อองตวน แซงแตกซูเปรี จะเคยได้ยินชื่อ ซารา บาร์ตแมน ไหมนะ

ตอนเป็นเด็กเขาจะเคยเดินดูบางชิ้นส่วนของร่างกายเธอ (เช่นสมองกับจิ๋ม) ที่ถูกตัดและดองไว้ในโหลในพิพิธภัณฑ์ Musee de l’Homme สักครั้งหรือเปล่า

เขาจะพูดว่ายังไง ถ้าเห็นเธอในชิ้นส่วนอย่างนั้น  เขาจะช่างซักช่างถามผู้ใหญ่ เหมือนอย่างที่เจ้าชายน้อยถามนักบินและคนที่พบเจอบนดวงดาวต่างๆ ไหม

แซงแตกซูเปรี ฟังพูดอ่านเขียนฝรั่งเศสอย่างเป็นเลิศค่าที่เป็นภาษาแม่  แต่ ซารา บาร์ตแมน กลับพูดฝรั่งเศสกะท่อนกะแท่นอย่างคนพลัดจากท้องทุ่งแอฟริกาใต้บ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ในดินแดนแห่งเสรีภาพภราดรภาพแค่ปีสองปี

ทั้งสองคนเคยมีชีวิตและเดินอยู่ในแผ่นดินฝรั่งเศสเหมือนกัน  แต่ต่างคนต่างเดินสวนทิศทางกัน ต่างกาลเวลากัน

ซารา บาร์ตแมน ตายไปก่อนที่แซงแตกซูเปรี จะเกิดเกือบ 1 ศตวรรษ แต่ฉันกลับรู้จักแซงแตกซูเปรีก่อนผ่านทางหนังสือที่เขาเขียนอย่าง เจ้าชายน้อย อันโด่งดัง  พอแก่เป็นผู้ใหญ่ ถึงค่อยได้ยินเรื่องของบาร์ตแมนจากคำบอกเล่าของคนอื่น

เพราะบาร์ตแมนไม่เคยเล่าเรื่องด้วยตัวเองอย่างที่แซงแตกซูเปรีทำได้

ผิวขาวในโลกผิวดำ

สิ่งแรกที่ทุกคนรู้เกี่ยวกับผู้เขียน เจ้าชายน้อย ก็คือ เขาเป็นนักบิน

เกิดในครอบครัวชนชั้นสูง แซงแตกซูเปรีฝึกฝนเพื่อเป็นนักบิน ทั้งนักบินทหาร นักบินพลเรือน นักบินขนส่งไปรษณีย์ นักบินลาดตระเวน ผู้จัดการบริษัทการบิน ประชาสัมพันธ์แอร์ฟรานซ์ ตลอดจนผู้สื่อข่าวสงคราม และนักเขียน

แซงแตกซูเปรีใช้ชีวิตห่างจากลีอองเมืองบ้านเกิดตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนประถม  พอโตเป็นหนุ่มและเริ่มอาชีพนักบิน ก็ระเหระหนไปตูลูส คาซาบลังกา  บุกเบิกเส้นทางการบินระหว่างบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา กับปุนตาอาเรนัส ชิลี  เคยค้นหาเพื่อนนักบินที่เครื่องอับปางในเทือกเขาอันเดส และพยายามทำสถิติบินระหว่างปารีสกับไซ่ง่อน  เคยเป็นผู้สื่อข่าวประจำมอสโคว์ ก่อนจะไปเป็นนักบินลาดตระเวนประจำการในแอฟริกาเหนือ  และหายสาบสูญไปปลายเดือนกรกฎาคม 1944

เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม นอกจาก เจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) ก็มี เที่ยวบินกลางคืน (Vol de Nuit), แผ่นดินของเรา (Terre des hommes), L’Aviateur และอื่นๆ จากประสบการณ์ชีวิตเดินทางอย่างเสรี

เพราะความที่เป็นนักบินและเป็นพลเมืองประเทศเจ้าอาณานิคม แซงแตกซูเปรีจึงมีโอกาสเข้าถึงดินแดนกาฬทวีปอย่างแอฟริกา โดยเฉพาะในเขตทะเลทรายซาฮารา ซึ่งเป็นโอกาสที่เขาจะได้ทำความรู้จักกับเจ้าถิ่น  ทั้งที่เคยช่วยชีวิตเขากับเพื่อนให้พ้นจากความตายเมื่อเครื่องบินตกอย่างชาวเบดูอิน  ทั้งที่ต้องรับมืออย่างพวกมัวร์

แซงแตกซูเปรีเขียนถึงเหตุการณ์เมื่อเครื่องบินตกในซาฮาราตรงรอยต่อระหว่างอียิปต์กับลิเบียไว้ใน แผ่นดินของเรา  (โคทมและพรทิพย์ แปล) ว่า “ในที่นี้ เชื้อชาติ ภาษา และการแบ่งแยกไม่มีอยู่…  มีแต่ชนเร่ร่อนในทะเลทรายที่ยากจนคนหนึ่งที่ได้วางมือแห่งเทวะลงบนไหล่ของเรา”

แม้จะจดจำใบหน้าของเบดูอินที่ช่วยชีวิตเขาไม่ได้ แต่สำหรับเขา “ใบหน้าของเธอในความทรงจำฉัน คือใบหน้าของมนุษย์ทุกคน  เธอไม่ได้มองหน้าเราเลย แต่เธอก็ได้รู้จักเราแล้ว  เธอคือภราดาอันเป็นที่รัก… ฉันจะรู้จักเธอในมนุษย์ทุกคน”

ในโลกที่ขาดแคลนน้ำ อาหาร และวัตถุ ในทะเลทรายที่ไม่มีใครอยากอยู่ แซงแตกซูเปรีได้พบกับความประเสริฐของมนุษย์ที่มีสีผิวต่างจากเขา

terre_des_hommes_de_saint_exupéry1286567805ภาพ : http://upload.questmachine.org/picture/terre_des_hommes_de_saint_exup%C3%A9ry1286567805.jpg

ผิวดำในโลกผิวขาว

สำหรับ ซารา บาร์ตแมน เรื่องมันต่างออกไปจากนั้นมาก

ความจริงไม่เคยมีใครรู้ว่าเธอชื่ออะไรแน่ๆ และเธอก็อาจจะไม่เคยบอกใคร  ในวิกิพีเดียและเว็บไซต์อื่นๆ จึงปรากฏชื่อ Sarah Saartji Baartman  บางแห่งก็เขียนว่า Sara  ส่วนนามสกุลก็มีแบบอื่นๆ ด้วย เช่น Bartman, Bartmann, Baartmen  แต่ที่คนยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสและอังกฤษรู้จักดีในสมัยนั้นก็คือ ฮอตเทนทอตวีนัส (Hottentot Venus) ซึ่งเป็นคำดูถูกที่ชาวดัตช์ใช้เรียกคนเผ่า Khoekhoe ที่เลี้ยงสัตว์อยู่ทางเคปตะวันออก แอฟริกาใต้ อาณานิคมของฮอลแลนด์ในขณะนั้น

เกิดราวๆ ทศวรรษที่ 1770 ถึง 1780 ซาราเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังเล็กเพราะพ่อแม่ถูกฆ่าตายตอนทหารดัตช์บุก  เธอกลายเป็นทาสทำงานในฟาร์มที่คนดัตช์เป็นเจ้าของ และเดินทางมายังเคปทาวน์  ต่อมาถูกหมอชาวสกอต อเล็กซานเดอร์ ดันลอป กับ เฮนดริก ซีซาร์ส เจ้าของคณะแสดงพาขึ้นเรือไปสหราชอาณาจักรตอนอายุสัก 20 เพื่อจัดแสดงเธอที่ประเทศนั้นรวมกับตัวอย่างสัตว์และของแปลกจากแอฟริกา ความที่เธอมีสะโพกใหญ่กว่าปรกติ ซึ่งเป็นลักษณะตามเผ่าพันธุ์ของเธอ

แน่นอนว่าหมอดันลอปต้องรู้ดีถึงความหมกมุ่นของคนอังกฤษและยุโรปกับเรื่องจิ๋มและเซ็กซ์ของหญิงแอฟริกัน และต้องเชื่อมั่นว่า ซารา บาร์ตแมน จะต้องทำเงินได้ดีถ้าพาไปโชว์ตัว  แหล่งข่าวบางแหล่งบอกว่าเธอรู้ดีว่าการเดินทางออกจากเคปทาวน์หมายถึงอะไร  แต่สำหรับหญิง-ทาส-จน-ชนเผ่า ย่อมแปลว่า ถ้าอยู่เมืองท่าเรืออย่างเคปทาวน์ต่อไป ก็คงไม่ได้มีชีวิตที่ดีกว่าแน่นอน

เมื่อบาร์ตแมนเดินทางถึงอังกฤษ เธอต้องเดินสายออกโชว์ตัวตามงานต่างๆ ภายใต้เสื้อผ้าน้อยชิ้นเพื่อโชว์รูปร่าง ตกแต่งด้วยเครื่องประดับแบบชนเผ่านิดหน่อย และถือกล้องยาสูบ  ดังนี้เองที่เธอกลายสภาพเป็นสิ่งของที่ถูกจ้องมอง ไม่ใช่ในฐานะมนุษย์

รูปภาพ

ภาพ : http://www.jhu.edu/jhumag/0609web/sara.html

แม้ผู้ชมจะได้รับอนุญาตให้สัมผัสร่างกายเธอได้ในฐานะสิ่งประหลาดเอ็กโซติก แต่เธอไม่เคยยอมให้ใครดูอวัยวะที่อยู่ภายใต้สะโพกใหญ่เลย  เธอมีชีวิตแบบนี้ในอังกฤษที่อากาศมืดหม่น หนาวเหน็บ และเปียกแฉะตลอด 4 ปี ซึ่งในช่วง 2 ปีหลังกิจการออกงานแฟร์ก็ตกต่ำถึงกับต้องลดราคาตั๋วไปครึ่งหนึ่ง

รูปภาพ

ภาพ : http://zar.co.za/print/baartman.htm

หลังจากนั้น ซารา บาร์ตแมน จึงถูกขายให้มาปารีสกับเจ้าของคณะโชว์และคนฝึกสัตว์ชาวฝรั่งเศส  ชีวิตเธอตกต่ำลงกว่าเดิมเพราะฝรั่งเศสอยู่ในช่วงข้าวยากหมากแพงเพราะสงคราม  ไม่ค่อยมีใครอยากดูฮอตเทนทอตวีนัสมากนัก  เธอต้องพักในห้องสภาพเสื่อมโทรมและต้อง “รับแขก” ในห้องพักแห่งนั้นด้วย

ระหว่างนี้ มีนักธรรมชาติวิทยาและนักสัตววิทยาผู้โด่งดังเข้าขั้นเป็นฮีโรของฝรั่งเศส ชื่อ จอร์จ คิววิเยร์ (George Cuvier สะกดแบบนี้นะคะ เผื่อใครอยากรู้จักเขามากขึ้น) ที่สนอกสนใจเธอเป็นพิเศษ  ไม่ใช่ด้วยความเอาใจใส่ แต่เพราะอยากจะตรวจดูร่างกายบาร์ตแมนในนามของการศึกษาวิทยาศาสตร์ให้ได้ ซึ่งบาร์ตแมนไม่เคยยินยอม

ซารา บาร์ตแมน อยู่ที่ฝรั่งเศสได้แค่ปีเดียว ก็ติดเหล้าและเสียชีวิตอย่างยากจนโดดเดี่ยวในฤดูหนาวเพราะเป็นซิฟิลิส (บางคนว่าปอดบวม หรือไม่ก็ฝีดาษ) ขณะมีอายุ 25-26 ปี

ในโลกของผิวขาว จนแล้วจนรอด ซารา บาร์ตแมน ก็ไม่เคยพบกับ “มือของเทวะ” ที่วางลงบนไหล่อย่างที่แซงแตกซูเปรีเจอขณะใกล้จะสิ้นใจกลางทะเลทรายในโลกของผิวดำเลย

มรณกรรมของบาร์ตแมนทำให้คิววิเยร์ได้ผ่าพิสูจน์ร่างกายเธอสมใจ  เขาตัดจิ๋มและสมองเธอดองไว้ในโหล  เนื้อส่วนที่เหลือถูกต้มเพื่อเลาะเอากระดูกเก็บไว้เป็นคอลเลคชันส่วนตัว และนำออกแสดงในภายหลัง  หลังตรวจร่างกายไร้ชีวิตของเธอ คิววิเยร์สรุปว่า “ฮอตเทนทอต” อย่างเธอมีลักษณะใกล้เคียงกับลิงไร้หาง (apes) มากกว่ามนุษย์  ข้อเท็จจริงที่คิววิเยร์เองบันทึกไว้ว่า เธอฉลาดมากและพูดได้หลายภาษา (นอกจากภาษาแม่ เธอพูดดัตช์และอังกฤษคล่อง ฝรั่งเศสได้นิดหน่อย) ไม่ได้ช่วยให้เขามองเธอเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้เลย

ร่างกายของซารา บาร์ตแมน ไม่ได้ถูกฝังตามสมควร  กระดูก จิ๋ม และสมองของเธอถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่ปารีส  มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งร่างกายเธอกลับบ้านตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 แต่ก็ต้องใช้เวลา 60 ปี บวกกับบารมีของเนลสัน แมนเดลา ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี กลุ่มกดดัน เส้นสายในสภา และนักกฎหมาย ถึงจะสำเร็จ

ถึงปี 2002 ร่างกายเท่าที่เหลืออยู่ของ ซารา บาร์ตแมน เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน หลังจากพรากไปเกือบ 200 ปี

ที่รันทดจนในที่สุดก็คือ หลุมฝังศพของ ซารา บาร์ตแมน อยู่อย่างโดดเดี่ยวบนภูเขาในที่ดินของผู้สืบตระกูลที่เคยสังหารเผ่าของเธอ  รอบหลุมศพมีกรงเหล็กสี่เหลี่ยมล้อมรอบเพื่อป้องกันพวกขุดศพไปทำคุณไสย

ถึงทุกวันนี้ ร่างกายของเธอยังคงเป็นกรณีศึกษาในวงการพิพิธภัณฑ์ กฎหมาย การทูต การเมือง สตรีศึกษา ฯลฯ  ผู้หญิงแอฟริกันเล่าโศกนาฏกรรมของเธอเพื่อสอนลูกหลานให้ระวังคนผิวขาวแล้วโหลดเข้ายูทูป  ชื่อของเธอกลายเป็นชื่อของศูนย์เพื่อนหญิง โครงการด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นมารดาแห่งยุคหลังการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้

ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจ้องมองเธอ

ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นเธอเป็นตัวประหลาดหรือเป็นตัวอย่างสัตว์จากแอฟริกา

ในช่วงที่บาร์ตแมนยังอยู่ในอังกฤษ มีคนพยายามช่วยเหลือเธอให้พ้นจากสภาพอันน่าอดสูและเขียนจดหมายร้องเรียนถึงหนังสือพิมพ์  และการจัดแสดงเธอย่อมขัดกับกฎหมายค้าทาสของอังกฤษที่ผ่านออกมาเมื่อปี 1807 ก่อนหน้าที่เธอจะเดินทางออกจากแอฟริกาใต้ด้วยซ้ำ

เรื่องของซารา บาร์ตแมน จึงอื้อฉาวขึ้น  สมาคมแอฟริกัน ซึ่งเป็นกลุ่มกดดันเพื่อล้มล้างการค้าทาสจึงดำเนินการฟ้องร้องเพื่อช่วยเธอ  ทั้งที่มีพยานเป็นคนสำคัญหลายคนที่ให้การเป็นประโยชน์ แต่เธอกลับบอกกับศาลว่า เธอยินยอมเดินทางมาเอง  ศาลจึงยกฟ้อง  หลายคนเคลือบแคลงใจกับคำให้การของเธอเพราะขัดกับสภาพความเป็นอยู่ของเธออย่างยิ่ง

แม้เมื่อเธอเสียชีวิตแล้ว คนหลายกลุ่มก็พยายามเคลื่อนไหวให้นำร่างกายเธอออกจากพิพิธภัณฑ์เพื่อส่งกลับและทำพิธีอย่างสมควรในแผ่นดินเกิด  ความพยายามที่ว่านี้ส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่น  บทความทางหนังสือพิมพ์ บทกวี การใช้กฎหมาย การทูต ตลอดจนการจัดตั้งองค์กรเรียกร้องเป็นเรื่องเป็นราว ย่อมเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเธอได้รับความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตาสงสาร จากคนอื่นที่ไม่รู้จักเธอ ไม่ได้เป็นญาติมิตรกันเลยถึงขนาดลุกขึ้นมาเป็นธุระให้ แม้เมื่อเธอสิ้นลมไปแล้วก็ตาม

ฉันอยากจะเรียกว่าความเห็นอกเห็นใจคนอื่นนอกจากตัวเองและครอบครัวตัวเองเป็นวิวัฒนาการของมนุษย์ ซึ่งไปพ้นจากวิวัฒนการทางร่างกาย  แต่นักธรรมชาติวิทยาผู้เก่งกาจและกระหายอยากเรียนรู้ร่างกายของบาร์ตแมนอย่างคิววิเยร์ ก็คงไม่เชื่อว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการในมิตินี้ อย่างที่เคยปฏิเสธหลักวิวัฒนาการทางกายภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไปมาแล้ว

ซารา บาร์ตแมน ในตัวของคนอื่น

ย้อนกลับมาที่ทะเลทรายซาฮาราอีกที  ตอนที่อองตวน แซงแตกซูเปรี ประจำการอยู่ที่ชูบี โมรอคโคตอนใต้ ทาสคนหนึ่งรบเร้าให้เขาพาหนีหลายครั้งครา  แซงแตกซูเปรีลังเล  แต่ทาสคนนั้นไม่เคยถอดใจ รบเร้าเขาทุกครั้งเมื่อเจอกัน  ในที่สุด แซงแตกซูเปรีจึงหาเพื่อนมา่ช่วยต่อราคา และซื้อเขาจากพวกมัวร์สำเร็จ

ไม่มากก็น้อย แซงแตกซูเปรีได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของทาสและเขียนเอาไว้ใน แผ่นดินของเรา  เช่น ทาสที่ถูกจับมาจากบ้านจะไม่มีชื่อ  ทุกคนถูกลดทอนให้มีคำเรียกเหมือนกันว่า “บาร์ก”  และบาร์กทั้งหลายดูเหมือนจะไม่มีความทรงจำ

“เขาแทบจะจำเหตุการณ์ในวันที่เขาถูกจับมาไม่ได้แล้ว  การดิ้นรน เสียงร้อง และแขนที่ผลักเขาล้มลงมาสู่ความเลือนลางแห่งปัจจุบันกาล  ตั้งแต่วันนั้นมา เหมือนกับว่าเขาตกอยู่ในภวังค์อันประหลาด เหมือนกับว่าเขาตาบอดไป  ไม่อาจนึกเห็นภาพแม่น้ำที่ไหลเอื่อยๆ ของเซเนกัล หรือภาพเมืองที่ขาวโพลนทางตอนใต้ของมอรอคโค เหมือนกับว่าเขาหูหนวกไป ไม่อาจได้ยินเสียงที่คุ้นเคย

“เขาเปลี่ยนการดำเนินชีวิตไปอย่างฉับพลันในวันเดียว  มาบัดนี้ต้องร่อนเร่พเนจรหมุนเวียนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในทะเลทราย  แต่นี้ไป อดีตจะมีความหมายอะไรกับเขาเล่า  เขาไม่เหลืออะไรที่ผูกพัน  กับบ้านและลูกเมียซึ่งก็เหมือนตายจากกันไปแล้ว

“เขาคิดว่าดีแล้วที่ได้ยอมแพ้ ยอมจำนนต่อเหตุการณ์ และยอมปรับตัวเองให้เข้ารูปเข้ารอยเหมือนกับทาส ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีความสุขอยู่กับการจุดเตาไฟให้เจ้านาย”  แต่บาร์กผู้ไม่ลดละการขอความช่วยเหลือจากแซงแตกซูเปรีไม่ยอมแพ้อย่างนั้น

วันที่เขาเป็นอิสระ  แซงแตกซูเปรีส่งทาสผู้เกิดใหม่เมื่ออายุ 50 ปี ขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับบ้านและเอ่ยว่า “ลาก่อน บาร์ก”

“ไม่ใช่” บาร์กตอบ “ไม่ใช่  ฉันชื่อ โมฮัมเม็ด เบน ลาอูสซิน”

…………………………………………………………………

โมฮัมเม็ด เบน ลาอูสซิน กับ ซารา บาร์ตแมน เป็นทาสเหมือนกัน  ต้องร่อนเร่พเนจรและใช้ร่างกายของตัวเองไปตามความประสงค์ของผู้อื่นเหมือนกัน  ในโลกอื่นที่ไม่ใช่บ้าน ทั้งสองคนไม่มีชื่อที่แท้จริงเหมือนกัน

แต่โมฮัมเม็ดโชคดีกว่ามากที่การซื้อขายทาสสักคน ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนการช่วยบาร์ตแมนออกจากการจัดแสดง ทั้งในงานวัดที่เธอต้องเร่ไป ทั้งในพิพิธภัณฑ์ที่อยู่กับที่

อย่างไรก็ตาม ฉันแอบคิดว่า แซงแตกซูเปรีอาจสัมผัสกับความรู้สึกนึกคิดของ ซารา บาร์ตแมน –ถ้าเขาจะได้ยินชื่อนี้มาก่อน– ผ่านทางโมฮัมเม็ด เบน ลาอูสซิน คนที่เขาช่วยให้เป็นอิสระและได้กลับบ้านในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ~~~~

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: